
ณ เมืองพาราณสี อันเป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีพระราชาผู้ทรงธรรมนามว่า 'มหาสุมังคะ' พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความยุติธรรม และทรงเป็นที่รักของประชาชน
ในพระราชสำนักนั้น มีพราหมณ์ผู้ใหญ่ที่ปรึกษาของพระราชาอยู่ท่านหนึ่ง มีนามว่า 'ทิสะ' ทิสะพราหมณ์เป็นผู้ที่พระราชาทรงไว้วางพระทัยอย่างยิ่งในเรื่องการบริหารบ้านเมือง และเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในด้านสติปัญญา
วันหนึ่ง ขณะที่พระราชาทรงปรึกษาหารือราชการกับทิสะพราหมณ์ ก็ทรงมีพระดำริถึงความเดือดร้อนของประชาชนบางส่วนในแคว้น
“ทิสะ ท่านเห็นเป็นประการใด หากเราจะจัดตั้งโรงทานขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนอาหาร” พระราชาตรัสถาม
“เป็นความคิดอันประเสริฐพะย่ะค่ะ สมควรอย่างยิ่งที่เราจะช่วยเหลือพสกนิกรของเรา” ทิสะพราหมณ์ทูลตอบ
พระราชาจึงมีรับสั่งให้จัดตั้งโรงทานขึ้น โดยมีทิสะพราหมณ์เป็นผู้ดูแลหลัก
ทิสะพราหมณ์เป็นผู้ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการเป็นอย่างดี ท่านจัดหาเสบียงอาหารจากท้องพระคลัง และจากผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ มาปรุงเป็นอาหารเลี้ยงดูผู้คนอย่างไม่ขาดสาย
โรงทานแห่งนี้ได้ช่วยเหลือผู้คนจำนวนมาก ทั้งคนยากจน คนแก่ คนเจ็บป่วย และผู้ที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ
ประชาชนต่างก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญในพระบารมีของพระราชา และในความสามารถของทิสะพราหมณ์
แต่ทว่า ท่ามกลางความชื่นชมยินดีนั้น ก็มีพราหมณ์อีกคนหนึ่งนามว่า 'กัสสปะ' ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเช่นกัน แต่กลับมีจิตใจอิจฉาริษยา
กัสสปะพราหมณ์ไม่พอใจที่ทิสะพราหมณ์ได้รับความดีความชอบ และได้รับความไว้วางใจจากพระราชา
“ทำไมไอ้ทิสะนั่นถึงได้เป็นที่โปรดปรานของพระราชาขนาดนี้ ทั้งที่ข้าเองก็มีความสามารถไม่แพ้กัน” กัสสปะพราหมณ์คิดอย่างขุ่นเคือง
ด้วยความอิจฉา กัสสปะพราหมณ์จึงวางแผนที่จะใส่ร้ายทิสะพราหมณ์
วันหนึ่ง กัสสปะพราหมณ์ก็เข้าไปทูลพระราชา
“ถวายพระพรพระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์มีเรื่องสำคัญจะกราบทูล” กัสสปะพราหมณ์กล่าว
“มีสิ่งใดหรือ?” พระราชาตรัสถาม
“เกี่ยวกับโรงทานที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นพะย่ะค่ะ” กัสสปะพราหมณ์กล่าว
“โรงทานมีปัญหาอันใด?” พระราชาทรงสงสัย
“กระหม่อมเกรงว่า ทิสะพราหมณ์ผู้ดูแลโรงทาน จะนำเสบียงอาหารที่ควรจะเป็นของประชาชน ไปเป็นของตนเองพะย่ะค่ะ” กัสสปะพราหมณ์กล่าวหา
พระราชาทรงได้ยินดังนั้นก็ตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าพูดจริงหรือ?”
“จริงพะย่ะค่ะ กระหม่อมได้เห็นกับตาตนเอง” กัสสปะพราหมณ์กล่าว
พระราชาทรงไม่เชื่อในคำกล่าวหาของกัสสปะพราหมณ์ในทันที เพราะพระองค์ทรงรู้จักทิสะพราหมณ์เป็นอย่างดี
“เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าเห็นถูกต้อง? ทิสะเป็นคนซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเรามาโดยตลอด”
“หากพระองค์ไม่เชื่อ กระหม่อมขอทูลให้พระองค์ทรงพิสูจน์ด้วยพระองค์เองพะย่ะค่ะ” กัสสปะพราหมณ์กล่าว
พระราชาจึงทรงมีรับสั่งให้แอบติดตามดูพฤติกรรมของทิสะพราหมณ์
เมื่อถึงเวลาที่ทิสะพราหมณ์ต้องนำอาหารไปแจกจ่ายที่โรงทาน กัสสปะพราหมณ์ก็ได้แอบเข้าไปสอดแนม
ในขณะที่ทิสะพราหมณ์กำลังตักอาหารใส่บาตรให้แก่ผู้ยากไร้คนหนึ่ง บังเอิญมีอาหารส่วนหนึ่งหกหล่นลงบนพื้น
กัสสปะพราหมณ์เห็นดังนั้น ก็รีบเข้าไปฟ้องพระราชา
“เห็นหรือไม่พะย่ะค่ะ! ทิสะพราหมณ์กำลังนำอาหารไปเป็นของตนเอง!”
พระราชาทรงเห็นเหตุการณ์นั้นก็ทรงกริ้วมาก พระองค์ทรงเข้าใจผิดคิดว่าทิสะพราหมณ์กำลังตักอาหารที่หกหล่นนั้นเก็บไว้
“ไอ้ทิสะ! เจ้ากล้าดียังไงมาทำเช่นนี้!” พระราชาตะโกนก้อง
ทิสะพราหมณ์ตกใจมากเมื่อเห็นพระราชา และได้ยินคำบริภาษ
“ถวายพระพรพระมหาราชเจ้า เกิดสิ่งใดขึ้นหรือพะย่ะค่ะ?”
“เจ้ายังจะถามอีกหรือ! เราเห็นเจ้ากำลังจะนำอาหารของประชาชนไปเป็นของตนเอง!” พระราชาตรัส
“ไม่นะพะย่ะค่ะ! ที่เห็นนั้น กระหม่อมแค่กำลังจะเก็บอาหารที่หกหล่นไปให้แก่สุนัขจรจัดที่อยู่บริเวณนั้นพะย่ะค่ะ” ทิสะพราหมณ์รีบกราบทูล
กัสสปะพราหมณ์ได้ยินดังนั้น ก็รีบกล่าวเสริม
“ไม่จริงพะย่ะค่ะ! มันกำลังจะเก็บไปเป็นของมันเอง!”
แต่พระราชาทรงสังเกตเห็นอาการของทิสะพราหมณ์ และทรงเห็นสุนัขจรจัดที่กำลังรออยู่
พระราชาทรงตระหนักได้ในทันทีว่า พระองค์ทรงเข้าใจผิด และถูกกัสสปะพราหมณ์หลอกลวง
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” พระราชาตรัส
พระองค์ทรงมีรับสั่งให้จับกัสสปะพราหมณ์ไปลงโทษฐานใส่ร้ายป้ายสี
“เจ้ากัสสปะ เจ้าบังอาจใส่ร้ายคนบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ สมควรแล้วที่เจ้าจะได้รับโทษ!”
กัสสปะพราหมณ์ถูกลงโทษตามสมควรแก่กรรม
ส่วนทิสะพราหมณ์ พระราชาทรงขอโทษ
“ทิสะ เราขออภัยในความเข้าใจผิดของเรา เราไม่น่าจะหลงเชื่อคำพูดของคนพาลเช่นนั้น”
“ไม่เป็นไรพะย่ะค่ะ” ทิสะพราหมณ์กล่าว “กระหม่อมเข้าใจดีว่า ในโลกนี้ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป”
พระราชาทรงเลื่อมใสในความมีใจเมตตาของทิสะพราหมณ์เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงยกย่องทิสะพราหมณ์ให้เป็นผู้ดูแลโรงทานต่อไป และยังทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ
เรื่องราวของมหาสุมังคลสูตรนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การมีจิตใจที่เมตตาต่อสรรพสัตว์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความเสื่อมเสีย
— In-Article Ad —
การมีจิตใจเมตตาต่อสรรพสัตว์ ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความเสื่อมเสีย
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตา, กรุณา, สัจจะ
— Ad Space (728x90) —
340จตุกกนิบาตเงื่อนไขแห่งชีวิตในยุคสมัยที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้า ท่ามกลางอาณาจักรที่รุ่งเรืองนามว่า สุธรรมราษฎร์ ประ...
💡 การรักษาสุขภาพต้องควบคู่ไปกับการดูแลร่างกายและจิตใจ พร้อมด้วยความอดทนและวินัย
212ทุกนิบาตมหาสโลนชาดกณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ มีถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของพญานาคตนหนึ่งซึ่...
💡 ความประมาทเป็นหนทางแห่งความเสื่อม การมีสติปัญญาและไหวพริบ สามารถช่วยให้เราเอาชนะอุปสรรคที่คาดไม่ถึงได้ การสำนึกผิดและปรับปรุงตนเอง คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา.
150เอกนิบาตกุมภชาดก ณ ดินแดนอันไพศาลแห่งชมพูทวีป ในยุคสมัยอันรุ่งเรืองแห่งกรุงพาราณสี มีพระโพธิสัตว์เสวยพระชาต...
💡 การมีปัญญา ความดี และการบำเพ็ญทานบารมี ย่อมนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และความสำเร็จในชีวิต
121เอกนิบาตมหาปทุมชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่พระโพธิสัตว์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ทรงอุบัติ...
💡 ความเสียสละ การให้ทานอันยิ่งใหญ่ แม้จะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่รักที่สุด ก็ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันมหาศาล.
213ทุกนิบาตสุณีตกชาดกณ แคว้นโกศล อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ปกครองโดยพระเจ้าพรหมทัต ผู้ทรงธรรม แต่ทว่า...
💡 การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน เป็นการกระทำที่ผิดและนำมาซึ่งความเดือดร้อน การพูดความจริงและยึดมั่นในความซื่อสัตย์ คือสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม.
21เอกนิบาตมหาปัญญาวนกชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าอันสงบร่มรื่นแห่งหนึ่ง ณ แคว้นมคธ มีพญานกแขกเต้าตนหนึ่ง ท...
💡 อย่าหลงเชื่อคำพูดที่อ่อนหวานเกินจริง และจงพิจารณาให้รอบคอบก่อนช่วยเหลือผู้อื่น เพราะบางครั้งผู้ที่ดูน่าสงสาร อาจมีเจตนาแอบแฝงที่ชั่วร้ายอยู่เบื้องหลัง
— Multiplex Ad —